“ทรัมป์–สี จิ้นผิง” ประคองเกม ไม่ปิดดีลใหญ่ จีนยังถือไพ่ Rare Earths
ยังไม่ได้ปิดดีลใหญ่ แต่เลือกประคองเกม - จีนยังถือไพ่ Rare Earth ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการการค้าและการลงทุน ส่วน AI กลายเป็นสนามใหม่ที่สองฝ่ายต้องแข่งไปพร้อมกับคุมความเสี่ยง
จากการพบกันระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง” รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ ได้สะท้อนมุมมองของการพบกันในครั้งนี้ ว่า
1. การต้อนรับ “สี จิ้นผิง” สะท้อนอำนาจต่อรองของจีน
•การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ และสตรีหมายเลข 1 ไปต้อนรับ สี จิ้นผิง ที่ฐานทัพอากาศแอนดรูว์ ถูกมองว่าเป็น สัญลักษณ์การให้เกียรติจีนในฐานะมหาอำนาจ
•มองว่าเบื้องหลังคือสหรัฐฯ มีข้อจำกัดจากการที่จีนถือไพ่สำคัญอย่าง แร่หายาก (Rare Earths)
•จีนมีสัดส่วนสำรองแร่หายากราว 50% และเหมืองราว 70% ตามข้อมูลที่อาจารย์กล่าวถึง ทำให้มีอำนาจต่อรองสูง
•แม้ทรัมป์จะแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนในด้านความมั่นคง แต่ในเรื่องการค้าและแร่หายาก สหรัฐฯ มีแรงจูงใจที่จะประนีประนอมมากกว่า
2. “การค้า–การลงทุน” คือหัวใจหลักของการพบกัน
ประเด็นสำคัญ ได้แก่
•ขยายข้อตกลงเดิมที่ทำไว้ที่เมืองปูซาน จากกำหนดสิ้นสุด 10 พฤศจิกายน ไปถึง 10 พฤศจิกายนปีหน้า
•ต่ออายุความร่วมมือด้านการส่งออกแร่หายาก
•ลดกำแพงภาษีระหว่างสองประเทศ
•จีนมีแนวโน้มเพิ่มการซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เช่น เครื่องบิน Boeing และถั่วเหลือง
•จีนต้องการให้สหรัฐฯ ลดกำแพงภาษี
•สหรัฐฯ ต้องการ ขยายการค้าและสร้างความมั่นคงด้านแร่หายาก
3. Rare Earths ยังเป็น “ไพ่ต่อรอง” ของจีน
•มองว่า จีนไม่น่าจะเปิดทางให้สหรัฐฯ มากกว่านี้มากนัก เพราะแร่หายากเป็นอำนาจต่อรองสำคัญ
•สหรัฐฯ กำลังพยายามหาประเทศพันธมิตรและสร้างแหล่งผลิตอื่น เพื่อลดการพึ่งพาจีน
•ดังนั้น ช่วงเวลานี้จีนยังมีอำนาจต่อรองสูง เพราะสหรัฐฯ ยังไม่สามารถลดการพึ่งพาจีนได้ทันที
4. รถยนต์จีนอาจแลกกับ “การลงทุนในสหรัฐฯ”
•ทรัมป์มีแนวคิดกดดันผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติด้วยภาษี พร้อมกับจูงใจให้เข้ามาตั้งโรงงานในสหรัฐฯ เพื่อสร้างงาน
•การที่ผู้ก่อตั้ง BYD และ CATL เดินทางร่วมคณะสี จิ้นผิง ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นการลงทุน
•แต่ต้องจับตาเงื่อนไข เพราะคำพูดและนโยบายของทรัมป์สามารถเปลี่ยนแปลงได้
5. AI คือสนามแข่งขันใหม่ แต่ทั้งสองฝ่ายเริ่มเห็น “ความเสี่ยงร่วมกัน”
•สหรัฐฯ และจีนยังแข่งขันกันอย่างหนักด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์
•สหรัฐฯ พยายามควบคุมการเข้าถึงเทคโนโลยีชิปของจีน ขณะที่จีนเร่งพัฒนา AI ของตัวเอง
•อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายตระหนักว่า หากการแข่งขัน AI ไม่มีกรอบกำกับ อาจเกิดความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ
•ประเด็นที่คาดว่าจะหารือคือการตั้ง “AI Dialogue” เพื่อให้สองประเทศสื่อสารและกำหนดกรอบร่วมกัน
•อาจมีแนวคิดเรื่อง Hotline หรือช่องทางสื่อสารฉุกเฉิน หากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติจาก AI
6. “อิหร่าน” เป็นอีกประเด็นที่สหรัฐฯ ต้องการบทบาทจากจีน แต่คาดว่าผลจำกัด
•สหรัฐฯ ต้องการให้จีนใช้ความสัมพันธ์กับอิหร่านช่วยลดความตึงเครียด
•แต่อาจารย์มองว่าจีนมีข้อจำกัดในการผลักดันอิหร่าน เพราะอิหร่านยังมีจุดยืนไม่ยอมสหรัฐฯ
•ขณะที่ประเด็น ช่องแคบฮอร์มุซและการเจรจานิวเคลียร์ ยังมีความซับซ้อน
•จึงเป็นประเด็นรองเมื่อเทียบกับการค้าและ AI
7. “ไต้หวัน” จับตาท่าทีของทรัมป์
•จีนต้องการให้สหรัฐฯ ผ่อนท่าทีต่อไต้หวัน
•จุดที่ต้องจับตาคือ งบประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์สำหรับการซื้ออาวุธของไต้หวัน ซึ่งทรัมป์ระบุว่าสามารถใช้เป็น “Bargaining chip”
•อีกประเด็นคือภาษาที่สหรัฐฯ จะใช้เกี่ยวกับสถานะของไต้หวัน ว่าจะยังยึดแนวทางเดิมหรือเปลี่ยนแปลงหรือไม่
•แต่อาจารย์มองว่า ทรัมป์ไม่น่าจะเปลี่ยนท่าทีไปถึงขั้นประกาศว่า “ต่อต้านการเป็นเอกราชของไต้หวัน”
8. ภาพรวมการพบกัน: “ไม่มีอะไรเดินหน้า แต่ก็ไม่มีอะไรถอยหลัง”
แกนสำคัญของการประเมินครั้งนี้คือ การรักษา Status Quo
•การค้า: รักษาและขยายกรอบความร่วมมือเดิม
•ความมั่นคง: ยังแข่งขันและกดดันกันอยู่
•AI: แข่งขันกันต่อ แต่เริ่มสร้างกลไกพูดคุยเรื่องความเสี่ยง
•ไต้หวันและอิหร่าน: ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ
9. ผลต่อเศรษฐกิจโลก
•มองว่าผลต่อเศรษฐกิจโลก ยังไม่มากนัก
•อย่างน้อยการรักษาสถานภาพเดิมช่วยไม่ให้เศรษฐกิจโลกแย่ลงจากการยกระดับความขัดแย้งทางการค้า
•ส่วนความร่วมมือด้าน AI หากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นจุดเริ่มต้นของกลไกป้องกันความเสี่ยงและช่องทางสื่อสารระหว่างสองมหาอำนาจ
ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “ดีลใหม่ครั้งใหญ่” แต่คือการ ประคองสถานการณ์ไม่ให้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–จีนรุนแรงขึ้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB